0

ชีวิตเรา แคร์คนอื่นมากไปรึปล่าว?

วันนี้ผมได้รับโทรศัพท์จากแม่ เพราะว่าพรุ่งนี้ผมจะเดินทางกลับเชียงใหม่ตอนเย็น แม่ถามว่าเครื่องออกเมื่อไหร่ จะไปรอรับ เราก็บอกไป เครื่องออกทุ่ม ถึงราวๆ สองทุ่มนิดๆ ก็ไม่มีอะไร จากนั้นแม่บอกว่า บ้านใหม่ที่สร้างใกล้จะเสร็จแล้ว คิดว่าน่าจะทันได้ขึ้นบ้านใหม่วันที่ 9 กรกฏาคมนี้ ผมก็โอเค ดีใจ แม่บอกว่า จองตั๋วกลับบ้านไว้ได้เลย

ผมก็เริ่มเอะใจเปิดปฏิทินดู วันที่ 9 ตรงกับวันพุธ และวันศุกร์ที่ 11 ก็เป็นวันอาสาฬหฯ กับเข้าพรรษา หยุดยาวไปอีก จนถึงวันจันทร์ที่ 14 เลย ผมคิดว่า เฮ้ย! ถ้าต้องกลับไปงานขึ้นบ้านใหม่ที่เชียงใหม่ ต้องลาวันที่ 9-10 แล้วก็หยุดยาวเลยอะดิ กลายเป็นว่าหยุด 9-14 เลย

ผมก็เลยถามแม่ว่า แล้ววันอื่นไม่มีแล้วเหรอ มันต้องลา แล้วจะหยุดยาวเลยนะ แม่ก็บอกว่า หาฤกษ์ไม่ได้แล้ว ต้องรอหมดเข้าพรรษาอีกสามเดือน ถึงจะมี ก็เลยอยากจะทำบุญขึ้นบ้านใหม่ให้เสร็จๆ ก่อนเข้าพรรษาไปเลย

บอกตามตรง ผมนี้แบบหงุดหงิดและฉุนมาก กับเรื่องความเชื่อ อะไรเหล่านี้ แต่ก็ได้แต่ตอบตกลงว่าจะกลับไป กับแม่แล้วก็วางสายไป

บางคนอาจจะรู้สึกดีที่ได้หยุดยาวนะ แต่ผมรู้สึกแย่ บอกตามตรง ปกติที่ทำงานเก่าผม จะค่อนข้างมีวัฒนธรรมองค์กรแบบว่า ไม่ค่อยจะหยุดกัน ผมก็ติดมา เรื่อง ลา พ่วงวันหยุดยาวอะไรแบบนี้ ก็จะไม่ทำ ผมก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่ เลยคิดมาก เป็นกังวลว่า “คนอื่นจะมองเรายังไง” “ไอ่นี่ลาหยุดยาว” “ปกติแม่งก็ไม่เห็นทำงานอะไรอยู่แล้ว ยังจะหยุดยาวอีก” อะไรทำนองนั้น เรียกได้ว่า ผมเป็นห่วงภาพลักษณ์ตัวเอง ในสายตาเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก

ผมก็กลุ้มใจอยู่พักนึง ก็ไลน์ไปหาแฟน เล่าเรื่องที่จะขึ้นบ้านใหม่วันที่ 9 ให้แฟนฟัง แฟนผมพิมพ์มาประโยคนึงว่า “อย่าแคร์คนอื่นมองมากไปนะคะ” ทำเอาผมนั่งคิดอยู่พักนึง และก็ตัดสินใจมาเขียนเล่าเรื่องนี้แหละ

ผมยอมรับเลย ว่าผม “แคร์คนอื่นมอง” มากไปจริงๆ ทั้งๆ ที่ถ้าเราคิดย้อนมามองครอบครัวตัวเอง นี่มันงานครอบครัว ใครจะว่าอะไรก็ช่างสิ นะ มันเรื่องครอบครัว… จะต้องไปใส่ใจคนนอกทำไม กลายเป็นว่าผม แคร์คนอื่น มากกว่าคนในครอบครัวเหรอ มันก็อาจจะไม่เชิง แต่ทุกวันนี้ เราไปทำงาน พอออกบ้านก็แทบจะสวมหัวโขน เข้าบริษัท บางอย่างอยู่บ้านทำ อยู่ที่ทำงานไม่ทำ หรือบางอย่างอยู่บ้านไม่ทำตัวแบบนี้ แต่พอไปที่ทำงานก็ต้องแสดงออกอีกอย่างนึง จนทำให้ตัวเรา ไม่เป็นตัวของตัวเอง และมัวห่วงเรื่องอะไรก็ไม่รู้รอบตัวมากไปหมด ผมเองบ้าอ่านหนังสือเรื่องบุคคลิกภาพ ก็เยอะหรือแม้แต่การอบรม ที่พึ่งอบรมไปเมื่อต้นเดือน แต่กลับนำมาใช้ในชีวิตจริงไม่ได้เลยเสียนี่… จำได้ว่าอบรมวันนั้น วิทยากรบอกว่า สมดุลชีวิตเราที่ต้องจัดการมี 3 ด้านคือ ส่วนตัว ครอบครัว และ การงาน ที่ต้องสมดุลกัน ทุกวันนี้ ชีวิตเรา สมดุลแล้วหรือยัง?

ตอนนี้ผมตัดสินใจแล้ว จองตั๋วกลับเชียงใหม่เรียบร้อย พรุ่งนี้จะไปทำเรื่องลากิจ ใครจะมองยังไงก็ช่าง ครอบครัวเราต่างหาก สำคัญที่สุด…

ปล. ขอบคุณแฟนผมมากๆ ที่คอยเคาะกระโหลกเตือนสติ

0

อาบน้ำร้อนมาก่อน แล้วไง?

ที่ผ่านมาไม่เคยสนใจและเชื่อมั่นกับคำว่า “อาบน้ำร้อนมาก่อน” จนกระทั่งเจอกับตัวเองวันนี้

อาบน้ำร้อนมาก่อน เหมือนจะเป็นคำเปรียบเปรย เรื่องอาวุโสว่า เขาผ่านอะไรมาก่อน หรือแปลตามราชบัณฑิตแปลว่า “เกิดก่อนจึงได้รู้เห็นสิ่งต่าง ๆ มามากกว่า” ผมเองที่ผ่านมาไม่เคยเชื่อกับคำนี้ เพราะคิดว่า คนที่เกิดตามหลัง แม้ไม่ได้เห็น แต่ถ้าเราตั้งใจ ศึกษาค้นคว้าให้มาก ก็ย่อมจะมองเห็นได้มากกว่า คนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนอีก ผมเชื่อแบบนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งวันนี้…

ผมได้รับโอกาสจากหัวหน้าส่งไปอบรมหลักสูตร เกี่ยวกับการสั่งงานกระจายงาน มอบอำนาจ ไม่รู้จะเรียกยังไง เอาเป็นว่าภาษาอังกฤษมันคือ Art of Delegation แล้วกัน ผู้เข้าอบรมหลักสูตรนี้คือระดับผู้จัดการ ซึ่งก็มีตั้งแต่ พี่ อา น้า ลุง อายุสูงสุดที่ผมพอจะรู้น่าจะราวๆ 50 กว่าๆ ได้ ส่วนเด็กสุด เท่าที่ผมรู้ก็น่า 26 นี่แหละซึ่งก็คือผมเอง

หลากหลายเนื้อหาที่ได้เรียนรู้ หลากหลายกิจกรรมที่ได้ทำ ในวันนี้ ส่วนนึงผมเองก็รู้มาบ้าง จากการอ่านๆ หนังสือบริหาร หลายๆ เล่ม เรียกว่าเรื่องทฤษฏี เนี่ย มาเถอะ รู้เรื่องพอพูดได้บอกได้ แต่ไอ้เรื่องประสบการณ์เนี่ย บอกตามตรง เป็นศูนย์จนแทบติดลบ

ผมเปรียบกับหนังจีนกำลังภายใน เหมือนกับตัวเองมั่นใจในฝึมือตัวเองมาก ได้ฝึกสุดยอดเคล็ดวิชา ทั้งท่าร่าง กระบวนยุทธ ฟันมาทางนี้ หลบทางไหน สวนกลับยังไง ซัดฝ่ามือจุดไหน ประมานนั้น จึงออกท่องยุทธภพไปประมือกับยอดฝีมือ ซึ่งเราก็มองว่าเขาก็น่าจะสูสี ส่วนใหญ่ในอายุ ไล่เลี่ย หรือ ต่ำกว่า ขอมาถูกท่าเถอะ จัดการ เอาชนะได้ไม่ยาก

จอมยุทธ

แต่พอเจอ เหล่าผู้อาวุโส ทั้งหลาย นี่สิ ดูแล้ว วรยุทธ ท่าราง กระบวนท่า ไม่น่าจะเอาชนะได้ แต่ไหงกลับชนะขาดรอยซะนั้น สิ่งนึงที่ทำให้ผมมาคิดได้ ว่าที่เขาชนะได้ ไม่ใช่เพราะ กำลัง หรือเคล็ดวิชาอะไร เขาชนะเราได้ เพราะ “กำลังภายใน” สิ่งนี้ในหนังจีนเป็นพลังที่อยู่ในตัว เกิดขึ้นจากการฝึกวิชาเก็บสะสม ไม่สามารถจะเพิ่มขึ้นมาได้ในเร็ววัน ยอดฝีมือที่กำลังภายในแก้กล้า บางคนต้องเก็บตัวฝึกวิชา สะสมกำลังภายในนับสิบยี่สิบปี เลยทีเดียว

กำลังภายในที่ผมว่ามานี่แหละ มันคือ”ประสบการณ์ชีวิต” ที่ผ่านอะไรมาบ้าง เห็นอะไรมาบ้าง เจออะไรมาบ้าง สิ่งนี้ต่างหาก คือสิ่งที่แยก ระหว่าง เด็ก กับ ผู้ใหญ่ หน้าใหม่ กับ หน้าเก่า อะไรทำนองนั้น ความทะนงตน ของผมทึ่เคยคิดว่า ไม่ว่าจะเด็กผู้ใหญ่ มาวัดกันด้วยความสามารถ ยังไงก็ไม่ต่าง แต่กลับต้องมาพ่ายด้วยกำลังภายในแบบนี้ เรียกได้ว่า ความเย่อหยิ่ง ผยอง ทั้งหลาย จางหายไปหมดสิ้น รู้ซึ้งแล้วว่า “ประสบการณ์ชีวิต” เนี่ย มันหาอ่านจากไหนไม่ได้ เรียนรู้ได้แต่ไม่มาก ต้องเจอเอง เจ็บเอง รู้เอง ทั้งสิ้น

ที่เล่ามานี้ไม่ได้จะมาอวดอะไร แต่ผมเชื่อว่า คนรุ่นๆ ผมสมัยนี้ มันมีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป คิดว่าถ้าในเรื่องที่ตัวเอง รู้จริง รู้ลึก ขอให้มาเถอะ สู้ได้หมด แต่ก็อย่าลืมว่า สุดท้ายแล้วผู้ใหญ่ เขาก็ “อาบน้ำร้อนมาก่อน” เรา จริงๆ นั้นแหละ