3

อยากกลับมาเหมือนเดิม

นานเท่าไหร่แล้ว ที่ไม่ได้เปิดมา Blog ตัวเอง…. โพสครั้งสุดท้าย ล่าสุด คือ เดือนมกราคม 2012…

หายไปเกิน 1 ปีเลยทีเดียว…

ถ้าไม่ได้ Login เข้าไปเพื่อ กด Like Blog ของ Armno ก็คงไม่ได้เข้ามาที่นี่อีกแน่ๆ…

เมื่อก่อนนี้ เวลาเราคิดอะไรได้ ก็จะบ่น มาแชร์ให้คนอื่น ขีดๆ เขียนๆ ได้ แต่ทุกวันนี้ ยิ่งอ่านมาก เจอมาก รู้มาก กลับพยายามเขียนเล่าเรื่องราว เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ เหมือนกับคน กินจุแล้วถ่ายไม่ออก ซะอย่างงั้น

ใน Draft มีหลายโพส ที่ยังเขียนไม่เสร็จ เพราะ ทุกครั้งที่เขียน จะมีแค่พล็อตในหัวว่า จะเล่า เรื่องนี้ อธิบายเรื่องโน้น พอลงมือเขียนจริงๆ ก็เล่าไปเลยเถิด ถึงจุดนึง ก็หยุด ลบ และตั้งสติเขียนใหม่ เขียนไปซักพัก ก็หมดฟีล … Save Draft … Close …

หวังว่า… เราจะกลับมาเหมือนเดิม…

 

2

ช่วงนี้ของปีที่แล้ว

ในสัปดาห์นี้ คงเป็นสัปดาห์แห่งความภาคภูมิใจของหลายๆ คน สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่อยู่ในช่วงการรับปริญญา และการเป็นบัณฑิต รุ่น 46 สำหรับผมแล้ว มันก็ผ่านมาได้ 1 ปี สำหรับการรับปริญญา เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา กลิ่นอายและอะไรหลายๆ อย่าง ยังคงไม่จางหายลงไป. .

เรื่องของการรับปริญญาของผม กลายเป็นเรื่องซึ้งๆ ที่ผมใช้เตือนสติตัวเองทุกครั้ง ที่อยู่กับครอบครัว และแล้ววันนี้ ก็ทำให้ผม นึกถึงเรืองนี้อีกครั้ง แม้ว่าจะไม่ได้อยู่กับครอบครัวก็ตาม

วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ของการใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือน ผมก็ตื่้นเช้าไปทำงานตามปกติ จนกระทั่งเลิกงาน มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น . . และขณะที่ผมกดรับโดยที่ยังไม่ได้เอ่ยประโยคอะไร . . . “เลิกงานรึยังลูก..” เสียงของพ่อถามออกมา ก่อนผมจะพูด สวัสดี เสียอีก …

“ก็เลิกแล้วครับพ่อ แต่ตอนนี้กำลังเคลียๆ งานนิดหน่อยแหละ เดี๋ยวอีกซักพัก ก็จะกลับหอแล้วครับ” ผมก็ตอบไปโดยไม่ได้คิดอะไร ในขณะที่ สายตาก็จ้องมอง คอมฯ มือข้างหนึ่งคลิกเมาส์ ทำงานต่อไป .. .

“ตอนนี้พ่ออยู่แถวสีสมเนี่ย ใกล้ๆ BTS ช่องนนทรี นี่แหละ”..
“อ่าว!? พ่อมาทำอะไรแถวนี้อ่ะ?” ผมถามกลับไปแบบไม่ได้คิดอะไร
“พ่อก็มาประชุมไงหละ ก็ที่โทรบอกเมื่อวานไง ว่าจะมาประชุมแถวนี้”
“อ๋อๆ ผมนี่ไม่ไหวเลย พ่อโทรมาถามทาง เมื่อวานแล้วนี่หว่า พอดีเมื่อวานผมไม่ค่อยได้นอนอ่ะ กว่างานจะเสร็จก็ตีสองกว่าๆ แล้ว”
“อืมๆ แล้วเย็นนี้ว่างรึปล่าวหละ” พ่อถาม..
“ว่างๆ เดี๋ยวพ่อรออยู่แถวๆ นั้นนะ เดี๋ยวจะเดินไปหา แล้วไปหาอะไรกินกัน”
“โอเค ได้ๆ เดี๋ยวพ่อรอแถวนี้แหละ”
“ได้ครับพ่อ เดี๋ยวเจอกัน”.. และผมก็วางสายไป .  .

และจากนั้นผมก็เดินไปรับพ่อ เราเดินจาก BTS ช่องนนทรี ไปยัง BTS ศาลาแดง ด้วยกัน ตอนแรกผมว่าจะชวนพ่อไปกิน  Sizzler ที่ CP Tower แต่พอไปถึงก็ต้องรอคิว ตามสไตล์แหละ ยิ่งวันนี้เป็นวันพุธ ถ้าปกติผมไปกินกับเพื่อน หรือคนอื่น ก็มักจะรอ แหละ เท่าที่ไปถามพนักงานดูก็แค่ 6 คิว รออย่างมากก็ไม่เกิน 20 นาที แต่สำหรับ พ่อ ผมรู้สึกว่า มันเป็นการรอที่เสียเวลาจริงๆ เพราะสำหรับคนต่างจังหวัดแล้ว การรอคอย ที่จะกิน อะไรแบบคนกรุงเทพฯ นั้น เขามักจะมองว่าเป็นอะไรที่ ไร้สาระมาก เพราะ จะเสียเงิน เพื่อซื้อของกิน ยังจะต้องมารอคอย ที่จะกินอีก … ซึ่งจริงๆ ผมก็คิดอย่างงั้นแหละ แต่เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ปรับตัว และก็ชินกับมันไปเอง

เมื่อผมไม่รอ ที่จะกิน ก็ต้องหันมาถามพ่อว่าอยากกินอะไรรึปล่าว เพราะตอนนี้ พ่อเองก็อายุปาเข้าไป 50 กว่าแล้ว การจะกินอะไรนั้นก็ต้องเลือกหน่อย กินเหมือนสมัยหนุ่มๆ ไม่ได้ เพราะพ่อผม สมัยแกหนุ่มๆ ชอบกินเผ็ด แถมจัดเหล้าหนักอีก ตั้งแต่ผมโตขึ้นมา แกก็ค่อยๆ เลิก จนตอนนี้ไม่กินเหล้าแล้ว.. ไม่ใช่เพราะผมโตขึ้นหรอก แต่เพราะร่างกายแกไม่เอื้ออำนวยแล้ว แกเป็นโรคกระเพราะ และ อวัยวะในส่วนอื่นๆ ก็เริ่มแย่ลง จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หลายครั้ง..

ตอนนี้ทำให้ผมคิดถึงตัวเองในสมัยเด็กๆ ไม่ได้ เมื่อเราเด็กๆ พ่อแม่เองจะกินอะไรตามใจนั้นก็ยาก เพราะเด็กจะให้กินอะไรแปลกๆ ก็คงไม่ได้ ผมรู้สึกว่า ชีวิตมันเริ่มกลับกัน…

ในขณะที่ตัวเราเอง ค่อยๆ โตขึ้น มีความคิดความอ่านมากขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น
คนที่รักเรา หรือ พ่อแม่เรา ค่อยๆ  แก่ลง ความคิดความอ่าน ความจำเริ่มแย่ลง ร่างกายก็เริ่มอ่อนระโหยโรยแรงลง
ทุกอย่างเริ่มกลับกัน . . .

ผมเริ่มรู้สึกเหมือนภาพยนต์เรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ยังไงบอกไม่ถูกนะ
คือเมื่อคนนึ่งมีชีวิตจากหนุ่มไปแก่ ตามปกติ แต่คนทีรัก กลับเริ่มจากแก่ จนค่อยๆเป็นหนุ่ม และสุดท้าย ฝ่ายนึงแก่ ฝ่ายนึงเด็ก

ผมเลยตัดสินใจ พาพ่อไปนั่งกิน KFC ในฝั่งตรงข้าม ผมถามว่าพ่อพอจะกินอะไรได้บ้าง พ่อก็บอกว่า คงกินได้แต่ไก่แหละ เฟรนซ์ฟราย อะไรพวกนี้ ที่ไม่เผ็ด อย่างพวก ข้าวยำ หรือไก่แซ๊บ ทั้งหลาย ผมก็เลยไปจัดการสั่งและยกมากินที่โต๊ะ  เป็นอีกมื้อหนึ่งที่รู้สึกดี ที่ว่าได้เลี้ยงข้าวพ่อ แล้ว. .

นั่งกินไปก็อดคิด ไม่ได้ สำหรับเรื่องว่า ทุกอย่างมันกลับกันจริง ในขณะที่เราโตขึ้นๆ พ่อเราก็แก่ลงๆ มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าคลาสสิก เรื่องนึง ที่ว่า พ่อมาเยี่ยมลูก แล้วถามลูกซ้ำไปซ้ำมาว่า สิ่งนี้คืออะไร จนลูกรำคาญ และสุดท้ายพ่อก็บอกว่า สมัยเอ็งยังเด็ก เอ็งถามพ่อสิบร้อยครั้ง พ่อยังไม่คิดจะด่าเอ็งเลย … ลองดูคลิปทั้ง 2 นี้ดูครับ

หลังจากกินเสร็จแล้ว ผมก็เดินไปส่งพ่อกลับโรงแรม พ่อพยายามบอกให้ผมกลับ แต่ผมก็ยืนยันจะไปส่งให้จนถึงโรงแรม ไม่รู้สินะว่า ทำไมผมถึงมีความคิดว่า เป็นห่วงพ่อมาก เพราะปกติ พ่อมักจะไม่ค่อยได้มาประชุมในกรุงเทพฯ และอยู่ในพื้นที่ ที่อึดอัดหนาแน่นไปด้วยผู้คน และ รถรา แบบนี้ ผมถามพ่อว่า แถวนี้เคยมารึปล่าว พ่อบอกว่า เคยมาครั้งเดียว เมื่อประมาน 10 ปีที่แล้วหละ ตอนนี้มันเปลี่ยนไปมากจริงๆ . . .

เอาหละอย่างน้อยสำหรับคนที่หลงเข้ามาอ่านเรื่องนี้ของผม จนถึงบรรทัดนี้แล้ว ก็หวังว่า จะหันกลับไป มองคนที่รักคุณ ดูแลคุณ มากที่สุดในโลก…

สำหรับผมแล้ว ยอมรับเลยว่า มันเป็นอะไรที่ยากมาก กับการแสดงความรักกับคนในครอบครัว ไม่รู้สิ เพราะอะไร ผมพูดไม่ถูกจริงๆ ลองดูโฆษณา DTAC 3G แล้วกันครับ ผมเหมือนไอ้คนนี้เลยแหละ ชอบมาก ประโยคที่ว่า “เราแสดงความรักกับใครก็ได้ แต่ไม่ใช่กับคนในครอบครัว แค่จับมือก็ยากแล้ว”

แต่ทุกวันนี้ ถึงแม้ผมจะมาทำงานไกลบ้าน ผมก็พยายาม กลับบ้านให้บ่อยขึ้น และเมื่อกลับไปทุกครั้ง ผมบอกกับตัวเองว่า อย่างน้อยต้องกินข้าวกันพร้อมหน้าทั้งครอบครัว และมีซักมื้อที่ผม เลี้ยงข้าวด้วย อย่างน้อยมันก็คงเป็นการแสดงออกอ้อมๆ ของผมหละ

สุดท้ายแล้ว อย่าลืม รักคนที่รักเราให้มากๆ ครับ อย่างน้อยพยายาม สะกดคำว่า กตัญญู  ซักหน่อยละกันครับ…