ช่วงนี้ของปีที่แล้ว

1 ความเห็น

ในสัปดาห์นี้ คงเป็นสัปดาห์แห่งความภาคภูมิใจของหลายๆ คน สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่อยู่ในช่วงการรับปริญญา และการเป็นบัณฑิต รุ่น 46 สำหรับผมแล้ว มันก็ผ่านมาได้ 1 ปี สำหรับการรับปริญญา เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา กลิ่นอายและอะไรหลายๆ อย่าง ยังคงไม่จางหายลงไป. .

เรื่องของการรับปริญญาของผม กลายเป็นเรื่องซึ้งๆ ที่ผมใช้เตือนสติตัวเองทุกครั้ง ที่อยู่กับครอบครัว และแล้ววันนี้ ก็ทำให้ผม นึกถึงเรืองนี้อีกครั้ง แม้ว่าจะไม่ได้อยู่กับครอบครัวก็ตาม

วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ของการใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือน ผมก็ตื่้นเช้าไปทำงานตามปกติ จนกระทั่งเลิกงาน มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น . . และขณะที่ผมกดรับโดยที่ยังไม่ได้เอ่ยประโยคอะไร . . . “เลิกงานรึยังลูก..” เสียงของพ่อถามออกมา ก่อนผมจะพูด สวัสดี เสียอีก …

“ก็เลิกแล้วครับพ่อ แต่ตอนนี้กำลังเคลียๆ งานนิดหน่อยแหละ เดี๋ยวอีกซักพัก ก็จะกลับหอแล้วครับ” ผมก็ตอบไปโดยไม่ได้คิดอะไร ในขณะที่ สายตาก็จ้องมอง คอมฯ มือข้างหนึ่งคลิกเมาส์ ทำงานต่อไป .. .

“ตอนนี้พ่ออยู่แถวสีสมเนี่ย ใกล้ๆ BTS ช่องนนทรี นี่แหละ”..
“อ่าว!? พ่อมาทำอะไรแถวนี้อ่ะ?” ผมถามกลับไปแบบไม่ได้คิดอะไร
“พ่อก็มาประชุมไงหละ ก็ที่โทรบอกเมื่อวานไง ว่าจะมาประชุมแถวนี้”
“อ๋อๆ ผมนี่ไม่ไหวเลย พ่อโทรมาถามทาง เมื่อวานแล้วนี่หว่า พอดีเมื่อวานผมไม่ค่อยได้นอนอ่ะ กว่างานจะเสร็จก็ตีสองกว่าๆ แล้ว”
“อืมๆ แล้วเย็นนี้ว่างรึปล่าวหละ” พ่อถาม..
“ว่างๆ เดี๋ยวพ่อรออยู่แถวๆ นั้นนะ เดี๋ยวจะเดินไปหา แล้วไปหาอะไรกินกัน”
“โอเค ได้ๆ เดี๋ยวพ่อรอแถวนี้แหละ”
“ได้ครับพ่อ เดี๋ยวเจอกัน”.. และผมก็วางสายไป .  .

และจากนั้นผมก็เดินไปรับพ่อ เราเดินจาก BTS ช่องนนทรี ไปยัง BTS ศาลาแดง ด้วยกัน ตอนแรกผมว่าจะชวนพ่อไปกิน  Sizzler ที่ CP Tower แต่พอไปถึงก็ต้องรอคิว ตามสไตล์แหละ ยิ่งวันนี้เป็นวันพุธ ถ้าปกติผมไปกินกับเพื่อน หรือคนอื่น ก็มักจะรอ แหละ เท่าที่ไปถามพนักงานดูก็แค่ 6 คิว รออย่างมากก็ไม่เกิน 20 นาที แต่สำหรับ พ่อ ผมรู้สึกว่า มันเป็นการรอที่เสียเวลาจริงๆ เพราะสำหรับคนต่างจังหวัดแล้ว การรอคอย ที่จะกิน อะไรแบบคนกรุงเทพฯ นั้น เขามักจะมองว่าเป็นอะไรที่ ไร้สาระมาก เพราะ จะเสียเงิน เพื่อซื้อของกิน ยังจะต้องมารอคอย ที่จะกินอีก … ซึ่งจริงๆ ผมก็คิดอย่างงั้นแหละ แต่เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ปรับตัว และก็ชินกับมันไปเอง

เมื่อผมไม่รอ ที่จะกิน ก็ต้องหันมาถามพ่อว่าอยากกินอะไรรึปล่าว เพราะตอนนี้ พ่อเองก็อายุปาเข้าไป 50 กว่าแล้ว การจะกินอะไรนั้นก็ต้องเลือกหน่อย กินเหมือนสมัยหนุ่มๆ ไม่ได้ เพราะพ่อผม สมัยแกหนุ่มๆ ชอบกินเผ็ด แถมจัดเหล้าหนักอีก ตั้งแต่ผมโตขึ้นมา แกก็ค่อยๆ เลิก จนตอนนี้ไม่กินเหล้าแล้ว.. ไม่ใช่เพราะผมโตขึ้นหรอก แต่เพราะร่างกายแกไม่เอื้ออำนวยแล้ว แกเป็นโรคกระเพราะ และ อวัยวะในส่วนอื่นๆ ก็เริ่มแย่ลง จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หลายครั้ง..

ตอนนี้ทำให้ผมคิดถึงตัวเองในสมัยเด็กๆ ไม่ได้ เมื่อเราเด็กๆ พ่อแม่เองจะกินอะไรตามใจนั้นก็ยาก เพราะเด็กจะให้กินอะไรแปลกๆ ก็คงไม่ได้ ผมรู้สึกว่า ชีวิตมันเริ่มกลับกัน…

ในขณะที่ตัวเราเอง ค่อยๆ โตขึ้น มีความคิดความอ่านมากขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น
คนที่รักเรา หรือ พ่อแม่เรา ค่อยๆ  แก่ลง ความคิดความอ่าน ความจำเริ่มแย่ลง ร่างกายก็เริ่มอ่อนระโหยโรยแรงลง
ทุกอย่างเริ่มกลับกัน . . .

ผมเริ่มรู้สึกเหมือนภาพยนต์เรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ยังไงบอกไม่ถูกนะ
คือเมื่อคนนึ่งมีชีวิตจากหนุ่มไปแก่ ตามปกติ แต่คนทีรัก กลับเริ่มจากแก่ จนค่อยๆเป็นหนุ่ม และสุดท้าย ฝ่ายนึงแก่ ฝ่ายนึงเด็ก

ผมเลยตัดสินใจ พาพ่อไปนั่งกิน KFC ในฝั่งตรงข้าม ผมถามว่าพ่อพอจะกินอะไรได้บ้าง พ่อก็บอกว่า คงกินได้แต่ไก่แหละ เฟรนซ์ฟราย อะไรพวกนี้ ที่ไม่เผ็ด อย่างพวก ข้าวยำ หรือไก่แซ๊บ ทั้งหลาย ผมก็เลยไปจัดการสั่งและยกมากินที่โต๊ะ  เป็นอีกมื้อหนึ่งที่รู้สึกดี ที่ว่าได้เลี้ยงข้าวพ่อ แล้ว. .

นั่งกินไปก็อดคิด ไม่ได้ สำหรับเรื่องว่า ทุกอย่างมันกลับกันจริง ในขณะที่เราโตขึ้นๆ พ่อเราก็แก่ลงๆ มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าคลาสสิก เรื่องนึง ที่ว่า พ่อมาเยี่ยมลูก แล้วถามลูกซ้ำไปซ้ำมาว่า สิ่งนี้คืออะไร จนลูกรำคาญ และสุดท้ายพ่อก็บอกว่า สมัยเอ็งยังเด็ก เอ็งถามพ่อสิบร้อยครั้ง พ่อยังไม่คิดจะด่าเอ็งเลย … ลองดูคลิปทั้ง 2 นี้ดูครับ

หลังจากกินเสร็จแล้ว ผมก็เดินไปส่งพ่อกลับโรงแรม พ่อพยายามบอกให้ผมกลับ แต่ผมก็ยืนยันจะไปส่งให้จนถึงโรงแรม ไม่รู้สินะว่า ทำไมผมถึงมีความคิดว่า เป็นห่วงพ่อมาก เพราะปกติ พ่อมักจะไม่ค่อยได้มาประชุมในกรุงเทพฯ และอยู่ในพื้นที่ ที่อึดอัดหนาแน่นไปด้วยผู้คน และ รถรา แบบนี้ ผมถามพ่อว่า แถวนี้เคยมารึปล่าว พ่อบอกว่า เคยมาครั้งเดียว เมื่อประมาน 10 ปีที่แล้วหละ ตอนนี้มันเปลี่ยนไปมากจริงๆ . . .

เอาหละอย่างน้อยสำหรับคนที่หลงเข้ามาอ่านเรื่องนี้ของผม จนถึงบรรทัดนี้แล้ว ก็หวังว่า จะหันกลับไป มองคนที่รักคุณ ดูแลคุณ มากที่สุดในโลก…

สำหรับผมแล้ว ยอมรับเลยว่า มันเป็นอะไรที่ยากมาก กับการแสดงความรักกับคนในครอบครัว ไม่รู้สิ เพราะอะไร ผมพูดไม่ถูกจริงๆ ลองดูโฆษณา DTAC 3G แล้วกันครับ ผมเหมือนไอ้คนนี้เลยแหละ ชอบมาก ประโยคที่ว่า “เราแสดงความรักกับใครก็ได้ แต่ไม่ใช่กับคนในครอบครัว แค่จับมือก็ยากแล้ว”

แต่ทุกวันนี้ ถึงแม้ผมจะมาทำงานไกลบ้าน ผมก็พยายาม กลับบ้านให้บ่อยขึ้น และเมื่อกลับไปทุกครั้ง ผมบอกกับตัวเองว่า อย่างน้อยต้องกินข้าวกันพร้อมหน้าทั้งครอบครัว และมีซักมื้อที่ผม เลี้ยงข้าวด้วย อย่างน้อยมันก็คงเป็นการแสดงออกอ้อมๆ ของผมหละ

สุดท้ายแล้ว อย่าลืม รักคนที่รักเราให้มากๆ ครับ อย่างน้อยพยายาม สะกดคำว่า กตัญญู  ซักหน่อยละกันครับ…

เสียงที่ไม่ได้ยิน

ใส่ความเห็น

แม้ว่าเวลา จะผ่านไป นานเท่าใด

แต่ฉันยังคงทำใจ ไม่คิดถึง ไม่สนใจ … ไม่ได้

ยังคงเฝ้ามอง ติดตาม แอบดู เธออยู่ไกลๆ

แม้นไม่ได้อยู่ใกล้ ขอแค่เธอ รับรู้ไว้ ก็พอ . . .

เวลา เปลี่ยน คน เปลี่ยน ฉัน ไม่เปลี่ยน

ยังคงมีเธอวนเวียน อยู่ในหัว..ใจ…

แม้ว่าใครต่อใคร จะเข้ามา . .

ฉันก็ยังคงมองหา แต่เธอ . .

ที่ผ่านมา เชื่อว่า อยู่ตัวคนเดียว ได้

แต่เวลาล่วงเลยไป กลับมีแต่เจ็บปวด และ รวดร้าว

มองไปที่ใด พบแต่ คนอยู่เป็นคู่กัน

เหลือบมองตัวฉัน มีเพียงความเหงา และ แสง เงา

มองเห็นวิว ทิวทัศน์สวยๆ เมื่อไปเที่ยว

แต่เพราะความโดดเดี่ยว..

ทำให้ทีเที่ยว ไร้ความหมาย

หากมีเธอ . . มาอยู่ แนบกาย

เพียงมุมแคบๆ ก็มีความหมาย

คงสุขเกินบรรยาย กว่าที่ใด . .

สิ่งที่เสียใจที่สุดในชีวิต

ใส่ความเห็น

ไม่ได้มาเขียน Blog นี้ซะนาน กลัวจะร้างไป ก็ต้องมาอับเดทซะหน่อย . .

พอดีวันนี้เป็นวันที่เกรท ของน้องๆ ปี 4 ในมหาลัย ออก หลายคนก็ดีใจ เสียใจ เศร้าใจกันไป ตามปกติวิสัย มันทำให้ผมหวนย้อนคิดถึงอดีต ที่ผ่านมา สมัยผมยังเป็นนักศึกษา มหาลัย ปี 4 ช่วงชีวิตที่นับว่ามีความสุข อิสระ แทบจะที่สุดในชีวิต ช่วงนึงเลย

ผมใช้เวลาปี 4 เทอม 2 ซึ่งเป็น เทอมสุดท้ายในมหาลัยของผม ได้ ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย (สำหรับความคิดตอนนี้) แต่ในช่วงเวลานั้น ผมคิดว่าผมมีความสุข มีความสุขที่ได้ทำตามความฝัน ความฝันโง่ๆ ของผม ฝันที่ว่า อยากมีซักช่วงเวลา ที่ไปเรียน โดยไม่ได้เรียน แบบไม่ผิดกฏเช่น โดดเรียน

ผมทำได้ ผมทำได้แล้ว ! (ความดีใจในขณะนั้น)

เจ๋งหวะ เท่ห์โคตร!

ผมผลาญเวลา ช่วงที่มีค่าช่วงนึงของชีวิต ที่น่าจะเอาไปทำประโยชน์ เสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์ให้กับตัวเองได้ แต่ผมใช้มันหมดไปกับการ นั่งเล่นเกมส์โต้รุ่ง สังสรรค์ และกิจกรรมไร้สาระ อีกไม่กี่อย่าง วนๆ ซ้ำๆ แบบนี้ ไปจนจบมหาลัย. .

จนเวลาล่วงเลยไป จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็กว่า 2 ปีแล้ว . . . ฉันกลับมาคิดทบทวน เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา ผ่านไปในชีวิต กับคำถามที่ว่า…

 สื่งที่เสียใจที่สุดในชีวิต คืออะไร?  

สิ่้งนั้นคือ เวลา ที่เสียไป ในปี 4 เทอม 2 นั้นเอง. . .

ช่วงชีวิตการทำงาน หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานหลายๆ คน มักจะบอกว่า เวลา นั้นแหละคือสิ่งสำคัญที่สุด เสียไปแล้ว ยังไงก็เอากลับคืนมาไม่ได้ เงินทองเสียไป หาใหม่ได้ แต่ เวลา สิ จะเอากลับคืนมายังไง

งาน บาง งาน หรือ เหตุการณ์ บาง เหตุการณ์ เกิดได้ครั้งเดียว หรือ First Impression นั้นเอง . .

คนเราก็มักจะเห็นค่า ของสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว เป็นธรรมดาของมนุษย์นั้นแหละ . . .

อย่าเสียเวลาอ่านต่อเลย. . . เอาเวลาไปทำอย่างอื่นเถอะ . 5 5 5 +

สิ่งไม่มีชีวิต ที่มีค่าที่สุด!?

2 ความเห็น

หากผมตั้งคำถามว่า สิ่งที่มีค่าที่สุด ในชีวิตคุณ คืออะไร!? หลายคนคงมีคำตอบอยู่ในใจ ไม่มากก็น้อย หลายคนก็จะตอบ ชีวิตฉัน พ่อแม่ ครอบครัว แฟน เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับทุกคนอยู่แล้ว แต่สำหรับ สิ่งไม่มีชีวิตหละ คนส่วนใหญ่คงจะตอบว่า ทรัพย์สิน เงินทอง ชื่อเสียง ลาภยศ ฯลฯ .. มีใครคิดเหมือนผมบ้าง ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือ..”เวลา”

เคยมีคนกล่าวว่า

ต้นทุนของชีวิตเรา คือ เวลา

เพราะอะไร!? เวลาถึงเป็นต้นทุน ชีวิต เพราะเวลา เป็นสิ่งที่ทุกคน มีเหมือนกัน ได้มาเท่าๆกัน คือ เวลาของทุกคน 1 วันมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน นั้นคือต้นทุนชีวิตของทุกคน ซึ่งถูกกำหนดโดยธรรมชาติ สำหรับต้นทุนชีวิตอย่างอื่นเช่น ครอบครัว การเลี้ยงดู มันเป็นต้นทุนที่ไม่เท่ากันอยู่แล้ว สำหรับทุกครอบครัว ทุกสังคม อยู่แล้ว ดังนั้นตามความคิดผม ต้นทุนที่ทุกคนมีเท่ากัน นั้นแหละคือมาตราฐาน หรือเป็นกฎของธรรมชาติหละ

เวลา

เคยมีคนกล่าวว่า

คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมง เท่ากัน แต่ ใช้ ไม่เท่ากัน

ซึ่งก็เป็นความโคตรจะจริง นั้นแหละ เหมือนทุกคนได้น้ำแก้่วนึงมา ในปริมาตร ที่เท่ากัน ทุกคน แต่ใครจะดื่ม มากน้อยอย่างไรก็ไม่เท่ากัน

ความสำคัญของเวลา เท่าที่ผมพอจะเล่าได้ ว่ามันสำคัญกับผม มากยังไง ก็คงเป็นเพราะ ผมเสียเวลา ช่วงเวลาที่เรียกว่าเป็น ช่วงเวลาแห่งความสุข ช่วงเวลา ช่วงที่ชีวิต ที่ใครๆหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุด สนุกสนานที่สุด สบายที่สุด แล้วในชีวิต นั้นคือ ช่วงเวลาวัยเด็ก วัยเรียน นั้นเอง . . .

ทำไมใครหลายๆ คน รวมถึงตัวผม ถึงคิดว่า ช่วงเวลาวัยเด็ก วัยเรียน เ็ป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดหละ!?

เคยมีคนกล่าวว่า

วัยเด็ก ไม่มีเงิน … วัยทำงาน ไม่มีเวลา … วัยชรา ไม่มีแรง

พออ่านจบประโยคบุ๊บ รู้สึกมันแทงใจดำ มาก.. ชีวิตผม ผ่านช่วงเวลาวัยเด็กไป ผมคิดว่ามันเป็นช่วงชีวิต ในช่วงอายุ 1 – 20 ปี เลยนะ พอเรียนจบมหาลัย ออกมา มันคือ เราถูกปรับสถานะ เป็นวัยทำงาน เป็นผู้ใหญ่ โดยอัตโนมัต ทันที จากสังคมในปัจจุบัน นั้นเอง.. ชีวิตที่ ไปเรียน หลับ กิน เล่น เฮฮาไปวันๆ แทบจะไม่มีเลยในชีวิตการทำงาน ใครหลายคนที่ทำงานแล้ว ผมก็คิดว่า คุณก็คิดคล้ายๆ ผมแหละ

คนเรานี่ก็แปลกนะ เวลาใครมาพูดอะไร บอกอะไร หรือ เตือนด้วยความหวังดี เป็นห่วง เรามักจะหูทวนลม ฟังแล้วก็ผ่านไป ไม่ค่อยเก็บมาคิด หรือถึงจะเอามาคิด มันก็จะคิดว่า แล้วไง มันยังไม่ถึงเวลา เรายังไม่ถึงจุดนั้นหรอก อย่างเช่น วันแม่ วันพ่อ ที่เขามักจะบอกว่า รักพ่อแม่ให้มากๆ เพราะ ถ้าเราเป็นพ่อแม่เอง เราจะเข้าใจ .. เราก็เฉยๆ นะ จนกว่าเราจะได้เป็นพ่อแม่นั้นแหละ เราถึงจะรู้..

เคยมีคนกล่าวว่า

ช่วงชีวิตวัยเรียนเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดแล้ว ยิ่งเรียนมหาลัยด้วย ยิ่งสุดยอดที่สุดแล้ว อยากทำอะไรให้รีบทำ จบมาแล้วจะได้ไม่เสียใจ

เมื่อก่อนผมได้ยินแล้วก็เฉยๆ คิดว่าก็ทำมาหมดแล้ว กินเหล้าเมาอวก ทำภารกิจท้าทาย กินเลี้ยงเฮฮา สนุกสนานกับเพื่อนฝูง จีบสาว ฯลฯ แต่พอ เวลาผ่านมาถึงวันนี้ 2 ปีแล้วที่ผมจบจากมหาลัยมา เรายังรู้สึกเสียดายนะ คิดว่าตอนนั้น เรายังทำอะไรไม่เยอะเลย ยังมีอะไรหลายอย่าง ที่น่าจะำทำตอนนั้น.. นั้นเป็นสาเหตุ ที่ผม บอกกับน้องๆ ทุกคน ที่ผมรู้จัก ก่อนจะจบมหาลัยว่า ..”ก่อนจบปี 4 อย่าลืมใช้ชีวิตในมหาลัย  ในช่วงชีวิตนี้ให้คุ้มค่าที่สุด!” เพราะหลังจากนี้แล้ว ชีวิตมันจะเปลี่ยนจากหน้ามือ เป็นหลังมือเลยหละ อะไรที่ไม่เคยทำ ก็จะได้ทำ อะไรที่ทำบ่อยๆ ก็อาจจะไม่ได้ทำ

ดังนั้นเวลาถือเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับผม เหลือเกิน. . .

ปิดท้ายด้วยวีดีโอชุดนี้ละกัน เวลาเป็นสิ่งสำคัญ.. วิชาทำมะ กับ นิ้วกลม

 

เวลา เอากลับคืนมาไม่ได้ .. อย่าปล่อยมันผ่านไป โดยไม่ได้ทำอะไรเลย… การฆ่าสัตว์ เป็นสิ่งไม่ดี… การฆ่าเวลา ก็น่าจะไม่ดีพอๆ กัน

วิชาสุดท้าย ที่มหาลัย ไม่ได้สอน

1 ความเห็น

สืบเนื่องจาก Post ที่แล้ว จบแล้วไปไหน!? เรื่องแนะนำประสบการณ์ สำหรับเด็กที่กำลังจะจบ และ เด็กจบใหม่ อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ ซึ่งทีแรกว่าจะเขียนใน Post ที่แล้ว แต่รู้สึกจะยาวเกินไป เดี๋ยวหลายคนจะไม่อยากอ่านซะก่อน เลยมาเพิ่ม Post ใหม่เลยละกัน นั้นคือเรื่องของ วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน จริงๆ เรื่องนี้เป็นชื่อหนังสือ มีอยู่ 2 เล่มด้วยกัน

วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน

วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน

เนื้อหาในหนังสือ วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน นี้เป็นเพียง การรวบรวมปาฐกถา หรือ สุนทรพจน์ เรื่องเล่า ของผู้มีชื่อเสียง ที่ถูกเชิญไปพูดในงานวันรับปริญญาของชาวอเมริกา นั้นเอง ซึ่งประเทศเขา ในวันจบ รับปริญญาจะเชิญผู้ที่ประสบความสำเร็จ หรือมีชื่อเสียง ไม่ว่าเขาคนนั้น จะเรียนจบมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ตาม ก็จะเชิญมาพูด อย่างที่เด่นๆ เลยก็คือ ศาสดา สตีฟ จ๊อบส์ นั้นเอง ศาสดาจ๊อบส์ ถูกเชิญไปพูดในพิธีมอบปริญญา ที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ในวันที่ 25 มิถุนายน 2005 ในหนังสือเล่มนี้ก็จะบันทึกไว้ทุกคำพูด ลองไปชมของจริงในคลิปนี้เลยก็ได้ครับ

คิดว่าคงได้ข้อคิดกันไปเยอะนะครับ สำหรับสุนทรพจน์ของศาสดา สำหรับใครที่คิดว่า ยังอยากเรียน วิชาสุดท้ายที่มหาลัยไม่ได้สอนอีก ก็ไปหาซื้อ เช่า มาอ่านกันได้ ผมก็อ่านจบไปเล่มนึง ก็ถือว่าโอเคเลยครับ

แต่เมื่อพูดถึง วิชา ที่มหาลัยไม่ได้สอน ผมก็คิดว่า มีหลายอย่างเหมือนกัน ที่เด็กๆ ก่อนจบมาควรรู้ นั้นก็คือ เรื่องของ เงิน นั้นเอง ผมยอมรับว่า ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้เลย เพราะเรียนมา ก็เรียนจบมาในสาย วิศวะ ไม่ได้เรียนจบสาย บริหาร บัญชี การเงิน ดังนั้นเรื่อง การเงิน นี้เป็นอะไรที่ เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมากครับ เพื่อนผมหลายคน จบมาทำงานเงินเดือนก็ดีๆ กัน แต่ 1ปี ผ่านไป ไหงมาเจอกัน ถามว่าเก็บเงินได้กันเยอะไหม แต่ละคนส่ายหน้า บางคนก็บอก มีเก็บยังไม่เท่ากันเงินเดือนในแต่ละเดือนที่ได้เลย ก็เป็นเรื่องน่าคิดกันมาก สำหรับเรื่องการ บริหาร จัดการเงิน เพราะถ้าเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัย สอนเรา หาปลา สอนวิธีตกปลา ว่าทำยังไงถึงจะได้ปลามา นั้นก็คือ สอนวิธีเราไปทำงานหาเงิน นั้นเอง แต่ที่ไม่ได้สอน และเราต้องมาศึกษาเอา จากโลกความจริงอันโหดร้าย นั้นก็คือ วิธีใช้ปลา เก็บรักษาปลายังไง กินไม่หมด จะเอาไปดองเค็ม ใส่ตู้เย็น หรือเก็บรักษาไว้ยังนั้น นั้นคือสิ่งที่ทุกคน ควรจะต้องรู้ครับ

หลายคน คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ให้ปลาฉันหนึ่งตัว ฉันมีกินแค่หนึ่งวัน แต่ถ้าสอนให้ฉันหาปลา ฉันมีกินตลอดไป” มันก็จริงแต่ไม่ทั้งหมดนะครับ วันใดวันหนึ่งคุณไม่สามารถไปหาปลา แล้วจะเอาอะไรกินหละ จริงมั๊ยครับ ดังนั้นเราต้องเรียนรู้ที่จะ เก็บรักษาปลาที่เราหามาได้ กินไม่หมด ทำยังไง ใส่ขวดใส่ไห ใส่ตุ่มฝังดิน ดองเค็ม รึทำยังไง..!?

เป็นอีกเรื่องที่อยากจะฝากไว้ว่าก่อนจบมา อย่าลืมหาข้อมูลเหล่านี้ และศึกษาไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ภาษี !? ทำงานมีรายได้ มีเงินเดือนต้องเสียภาษี ว่าแต่ เสียเท่าไหร่ อะไรยังไง!? ประกัน.. เงินฝาก ได้เงินมาเยอะๆ ฝากไว้ธนาคารดีมั๊ย ซัก 10ปี คงจะรวยอยู่ หรือเอาไปลงทุน เล่นหุ้น หรือ กองทุนรวม LTF ตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือ สลากออมสิน.. หรือเอาไปเล่นหวยดี เห็นพี่ๆที่บริษัทเล่นกัน หรือญาติมาชวนไปเปียแชร์ เอ๊ะ มันคืออะไร ยังไงกัน แล้วผมจะเก็บเงินล้านได้ไหมครับ!? . . . เป็นไงหละครับ เยอะไปหมด เริ่มรู้สึกไหมว่า วิชาสุดท้ายที่มหาลัยไม่ได้สอน มันมีเยอะมากจริงๆ เขาถึงว่า การเรียนรู้มันมีไม่สิ้นสุดจริงๆ ดังนั้น เตรียมตัวไว้ละกันครับ อย่างที่บอก เรียนจบ เริ่มทำงาน มันคือการ เริ่มต้นชีวิตจริง..

จบแล้วไปไหน!?

1 ความเห็น

วันนี้มีน้องเข้ามาถาม เกี่ยวกับเรื่องการวางแผนอนาคตข้างหน้า เพราะตอนนี้กำลังจะเรียนจบแล้ว ผมก็แชร์มุมมอง ประสบการณ์เท่าที่ตัวเองผ่านมา และ พอจะมองเห็นได้แนะนำไป เลยคิดว่า น้องๆ อีกหลายคนอาจจะรู้ เลยคิดว่ามานั่งเขียน Blog แล้วแชร์ให้หลายๆ คนลองอ่านเพื่อจะได้มาแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิด ประสบการณ์กันบ้างดีกว่า : )

คำถามสำหรับเด็กจบใหม่ และ เด็กที่กำลังจะจบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ ก็คงจะหนีไม่พ้นคำถามพวกนี้ “จบมาทำงานอะไรดี!?” “ต่อโทดีมั๊ย?” …”บริษัทนี้เวิร์คมั๊ยพี่?”… “ไปเรียนเมืองนอกว่าไง!?” เป็นต้น สำหรับคำถามพวกนี้ สุดท้ายแล้ว ตัวเราเองที่ต้องตัดสินใจ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะแนะนำคือ หาข้อมูลไว้ให้มากๆ เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัย 4 ปี(หรือมากกว่านั้น) มันก็ยังไม่ได้ทำให้เห็นถึงโลกภายนอกซะหมดหรอก ถ้าพูดแรงๆ ก็อาจจะบอกได้ว่า กำลังจะเริ่มออกจากกะลา นั้นเอง สำหรับคนที่ทำงานแล้วหลายๆ คน อาจจะคิดเหมือนผมนะ ว่า “การเรียนจบ คือ การเริ่มต้นชีวิต” ไว้เมื่อถึงจุดนั้น..ก็คงจะเข้าใจเอง

คำถามนึงที่ค่อนข้างจะเป็นที่นิยม เท่าที่ผมได้ยินมาก็คือ “ทำงานที่นี้มีความก้าวหน้าไหม!?” ผมยอมรับว่าเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก เพราะ.. “ความก้าวหน้า” ในความหมายแต่ละคนไม่เหมือนกัน มันต้องนิยาม คำว่า ความก้าวหน้า ซะหน่อย

สำหรับบางคน . . . ความก้าวหน้า หมายถึง การได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น(ขึ้นเงินเดือน) หรือบางคนอาจจะหมายถึง การได้เลื่อนตำแหน่ง มีผู้ใต้บังคับบัญชา หรือบางคน คิดว่า ต้องได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา งานไม่ซ้ำซาก จำเจ ได้มีโอกาสได้ไปเปิดหูเปิดตา ไปดูงานต่างประเทศ เหล่านี้เป็นต้น ความหมายคำว่า ความก้าวหน้า ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราต้องมาคิดก่อน ว่า ความก้าวหน้า ที่เราต้องการ คืออะไร เพราะบางคนอาจจะพอใจที่ว่า ขอแค่เงินเดือนขึ้นทุกปี ปรับปีละ 10% ก็พอใจแล้ว ไม่ต้องเลื่อนตำแหน่งไปเป็นหัวหน้าแผนก หัวหน้าฝ่าย ผู้บริหารหรอก ปวดหัว ตำแหน่งแค่นี้แต่เงินเดือนเพิ่มขึ้นก็พอใจแล้ว … หรือบางคนอาจจะไม่ได้ต้องการเงินที่เพิ่มมากขึ้น ประมานว่า ฐานะทางบ้านดีอยู่แล้ว จะไม่ให้เงินเดือนซักเดือนก็ไม่อดตายหรอก แต่อยากได้ การเลื่อนตำแหน่ง ต้องการ การนับหน้าถือตาในสังคม ต้องการเป็น หัวหน้า ผู้จัดการ ผู้บริหาร เงินเดือนไม่มาก แต่ได้ตำแหน่ง พอไปอวด โชว์ ชาวบ้านได้ ว่าฉันเป็นผู้จัดการบริษัทนี้นะ ก็พอใจ ซึ่งนั้นเป็นความต้องการส่วนบุคคล ผมเองคงตอบไม่ได้ว่า คุณต้องการแบบไหน ดังนั้น นี่คือสิ่งแรก ที่ต้องทำ คือ .. คิดให้ได้ว่าตัวเอง ต้องการจะเป็นอะไรในอนาคต ไม่ต้องมองภาพไกลถึงอายุ 30 หรือ 50 ก็ได้ เอาซักใกล้ๆ 5 ปี 10 ปี ก็พอ และ นิยามคำว่า ความก้าวหน้า ของตัวเองให้ได้ ว่า อยากก้าวหน้าในทางไหน จากนั้นจึงค่อยเริ่ม หางานให้ตรงกับความต้องการของเรา

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า บริษัทต่างๆ เองก็ใช่ว่าจะหาคน มาทำงานในความต้องการได้สมบูรณ์ หลายๆบริษัทยังต้องการคนมีความสามารถ มาทำงานอีก ดังนั้นเรื่อง คนว่างงาน หางานไม่ได้ นั้นคิดว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะถ้า เก่งจริง มีความสามารถ(และไม่เลือกงาน) ยังไงก็หางานได้

ดังนั้น เมื่อรู้ว่าเรา ต้องการอะไรแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อไปคือ การหางาน ควบคู่ไปกับ การหาข้อมูล ว่าบริษัทนั้นเป็นอย่างไร จะตอบสนอง ความต้องการของเราได้หรือไม่ สำหรับเว็บสมัครงานผมคงไม่ต้องแนะนำอะไรมาก เพราะมีเป็นร้อยเว็บ ไปหาดูได้ หรือคิดไม่ออกก็ลอง ถามพี่ Google ดู ว่า หางาน สมัครงาน เป็นต้น แต่ที่จะเสนอคือเรื่องของการหาข้อมูล ข้อมูลเหล่านี้เราจะรู้ได้ไง ถ้าคนใน เขาไม่มาเล่า ดังนั้นสิ่งที่จะรู้คือ เราต้องไปหาข้อมูลเหล่านั้นจากแหล่งข้อมูล ซึ่งผมขอเสนอ แหล่งรวมข้อมูล ความคิด ไอเดีย ประสบการณ์ชีวิต สำหรับมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย นั้นก็คือ … ห้องสีลม บอร์ดพันทิพ นั้นเอง!!

ผมว่าห้องสีลม นี่มันเป็นสถานที่ รวมตัวมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพวก หาเช้ากินค่ำ เย็นย่ำกินข้าวแกง จาน 35 บาท ตามสาทร สีลม หรือไม่เว้นแม้แต่เหล่าพนักงานบริษัท วิศวกร โยธา คุมโรงงาน เหล่านี้เป็นต้น สำหรับใครที่ยังไม่เคยเข้าไปชม ผมแนะนำเลย เพราะผมได้ไอเดีย มุมมองใหม่ๆ จากที่แห่งนี้เยอะมาก

อีกประเด็นหนึ่งที่ แม้แต่ตัวผมเองก็ยังตอบไม่ค่อยจะได้คือ จะทำงานที่ต่างจังหวัด หรือ เข้าไปหางานทำที่ กรุงเทพฯดี อันนี้มันก็แล้วแต่คนอีกนั้นแหละ เพราะบางคนไม่ค่อยชอบความวุ่นวายในสังคมเมืองกรุง อย่าง กรุงเทพ รักชีวิตสงบสุข เช้าๆ ขับมอไซ ไปทำงาน ถนนโล่งๆ รถไม่ติด คนไม่เบียดกัน ก็ได้ สำหรับผมเอง เหตุผลที่จากเชียงใหม่ มุ่งลงมาทำงานที่ กรุงเทพ ด้วยสาเหตุว่า.. (มุมมองส่วนตัวผม โปรดใช้วิจารณญาณ)

กรุงเทพ เมืองฟ้าอมร

กรุงเทพ เมืองฟ้าอมร

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าค้นหา น่าเรียนรู้ ต่างจากเชียงใหม่ในเรื่องของ แรงงาน บริษัท สังคม บุคคล ค่าจ้าง ค่าครองชีพ ฯลฯ อีกหลายอย่าง แต่ที่หลักๆ คงมีที่ว่าไปนั้นแหละ ด้วยมนต์เสน่ห์ในด้านลบ ของกทม ทำให้ผมคิดว่ามันเป็นสถานที่ๆ น่าจะไปเรียนรู้ ไปศึกษา ด้วยคิดว่า ถ้าเราใช้ชีวิตในกรุงเทพได้แล้ว ที่ไหนเราก็คงอยู่ได้ 555+ ด้วยสภาพสังคม เร่งรีบ แข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ฯลฯ อีกมากที่เชียงใหม่ ไม่ค่อยจะมี ด้วยสุขภาพ และ วัยเด็กจบใหม่ น่าจะมีศักยภาพพอ ที่จะเข้ามาเรียนรู้ในกรุงเทพ เพราะผมคิดว่า ผมก็คงจะไม่อยู่ที่กทม นี่ไปจนตายหรอก ยังไงซักวันผมก็ต้องกลับไปเชียงใหม่ บ้านเกิดผมอยู่ดีแหละ ดังนั้น เมื่อยังมีแรง ก็ขอมาสัมผัสซะหน่อย ไอ้ที่เขาเรียกว่าเมืองฟ้ามหานคร ที่หลายคนหมายปองเนี่ย. . .

จากที่บ่นๆ ไปเยอะ ก็ต้องขอย้ำ ว่าเป็นเหตุผลของผมเองด้วยมุมมองแคบๆ ของผมเท่านั้น อย่าถือสาเชื่อตามผมละกัน ฟังเยอะๆ อ่านมากๆ หาข้อมูลให้รู้ไว้ แล้วจึงค่อยตัดสินใจนะครับ สุดท้าย ก็ฝากไว้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ สถานที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน เจ้านายหรอก มันอยู่ที่ตัวคุณเองนั้นแหละ ว่าพอใจ รับได้ หรือ มีเป้าหมายยังไง บางคน พอใจในตำแหน่งเท่านี้ เข้างาน ออกงาน ตรงเวลาเปะ กลับบ้านใช้ชีวิตมีความสุขเต็มที่ หรือบางคน ขยันทำงานเลิกดึก กลับบ้านหอบงานไปทำต่อ เพื่ออนาคต เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ไม่มีถูกผิด เพราะเป็นความต้องการ และ ความพอใจส่วนบุคคล เราจะมาบอกว่า ไอ้นี่ทำงานเยอะ ผิด กลับบ้านตรงเวลา ทำงานในเวลางานเท่านั้น ผิด ก็ไม่ได้ ดังนั้น เลือกทางเดิน และความต้องการของชีวิตของคุณเอง…

ผมเองคงพูดอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะประสบการณ์ก็มีเท่านี้ มุมมอง ก็มีนิดหน่อย ดังนั้น ฟังหูไว้หูครับ คิดเยอะเข้าไว้ โลกไม่ได้สวยงามเสมอไป และโลกก็ไม่ได้โหดร้ายไป ดังนั้น รู้ไว้ว่า เหรียญมีสองด้าน มองให้ออกทั้งสองด้าน ก็พอครับ .. .

ห่างหายไปนาน ได้ใหม่ ลืมเก่า?

2 ความเห็น

ห่างหายไปกับ Blog นี้ซักระยะแล้ว เพราะมัวไปเขียน Norasath.com รึุปล่าว!? ก็คงจะอย่างงั้นแหละ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็คิดถึง Blog นี้ยังไงไม่รู้ เพราะ รู้สึกว่า มันคนละ คอนเซป กัน เพราะเว็บนั้นเหมือนเป็นตัวตน ให้คนอื่นได้รู้จัก มันเลยต้องออกแนวเป็นทางการ หน่อย แต่คนเราก็ต้องมีชีวิตส่วนตัว ที่มีด้านมืดบ้าง ก็เท่านั้นเอง 555+

Emotion

ช่วงนี้ทำงาน เครีียตนะ ถามว่าหนักไหม ก็หนัก นะ ในบางมุมมอง แต่เอาเข้าจริงๆ การทำงานหนัก มันไม่ได้จะส่งผลให้ ผลงานออกมาดี ซะหมดหรอกนะ ตอนนี้ ยอมรับว่าอับจนหนทางในหลายๆ อย่าง คิดจะโทษนู้น โทษนี้ ก็คงจะไม่ได้ ยังไงก็โทษตัวเองไว้ก่อนเสมอ รู้สึกเรา ก้าวข้ามชีวิต มาเร็วไป บางครั้งเราคิดว่าเรามีความสามารถถึงแล้ว แต่พอเอาเข้าจริง กลับไม่เป็นอย่างที่คิด

เปรียบเหมือน เด็กที่เรียนจบ ม.4 แต่ไม่ยอมขึ้น ม.5 กลับไปสอบเทียบ เข้ามหาลัย เลยอะไรทำนองนั้น ตอนสอบก็คิดว่า กูเก่ง แต่พอสอบเข้าไปเรียนในมหาลัย ได้จริง กับเรียนไม่ไหว ตอนนี้ชีวิตมันคล้ายๆ อย่างนี้เลยจริงๆ ถ้าเรามองในแง่ดี ก็จะมีคำปลอบใจตัวเองว่า เราก็ไม่ได้ด้อยความสามารถนะ เพราะมาถึงจุดนี้ได้แสดงว่าเก่งพอตัวเหมือนกัน แต่พอดีส่วนตัวเป็นพวกมองโลกในแง่ร้าย จริงๆก็ไม่ร้ายหรอก ต้องเรียกว่า พยายามมองโลก ในสองแง่(สองง่าม) เสมอๆ เพราะจะคิดเสมอว่า เหรียญมีสองด้าน ไม่มีอะไร ดีเลิศไปหมด หรือ เลวเฮ้ ไปหมดไม่มีหรอก มันมีทั้งสองแหละ เพียงแต่จะ บาลานซ์ กันรึปล่่าว นั้นก็อีกเรื่อง ถ้าคิดในแง่ร้ายก็จะบอกกับตัวเองว่า โถ่! รู้ตัวก็ดีแล้วว่าไม่ไหว กลับไปฝึกวิชาอีก 10 ปีค่อยมาแก้แค้นละกัน!! พูดเป็นหนังจีนเลยทีเดียว

แต่ก็ช่างเถอะครับ ชีวิตมีอะไรหลากหลาย มากมาย ถ้าเราวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วมันเป็นไปตามแผนซะหมด ชีวิตจะสนุกอะไร จะตื่นเต้นเหรอ วางแผนว่า ต่อไปจะ 1 2 3 4 5 เหมือนรู้เรื่องหมดแล้ว เวลาดูหนัง จะดูสนุกรึปล่าวครับ!? ถ้าไม่ใช่หนังที่ชอบจริงๆ อ่านะ นึกถึงคำพูดในหนัง Forrest Gump ที่ว่า ชีวิตก็เหมือนกล่องช็อกโกแลต เราไม่รู้ว่าเปิดมาจะได้เจอกับอะไร …. นี่สิ ที่เรียกว่าชีวิต

สุดท้ายนี้ก็อยากจะบ่นแค่นี้แหละครับ พอดีไปตั้ง Status ไว้ใน เฟสบุคว่า ทางตัน อะไรทำนองนี้ ท่านอาจารย์ @juggapong อาจารย์ที่ปรึกษา ก็มาทักทาย ถามสารทุกข์สุกดิบ ก็ผ่อนคลายไปได้เยอะ ขอขอบคุณจารย์ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ : )

Older Entries

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.